Language :

Language :

สรุปงาน Thailand HR Tech 2026 | Human AI Harmony

สรุปประเด็นสำคัญจากงาน Thailand HR Tech 2026 Human AI Harmony: ก้าวสู่ยุคใหม่ของงาน HR ที่ขับเคลื่อนด้วย AI

Day 1 : เมื่อ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนโลกการทำงาน
คำถามสำคัญคือ "คนจะเติบโตไปพร้อมกับ AI ได้อย่างไร"

นี่คือประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงตลอด ของงาน Thailand HR Tech 2026 ภายใต้ธีม HUMAN • AI HARMONY: Leading the Intelligent Workplace และนี่คือ Insight ที่เราเก็บมาฝากกัน

1. Business Transforms First. People Make It Real. - คุณเมธา ประภาวกุล (SCG)

คุณเมธาเริ่มต้นด้วยประโยคที่ว่า “Business Transforms First. People Make It Real.”

เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนไม่ได้เริ่มจากเทคโนโลยี แต่เริ่มจากธุรกิจก่อน องค์กรต้องตอบให้ได้ว่ากำลังแก้ปัญหาอะไร และกำลังมุ่งหน้าไปทางไหน ก่อนจะออกแบบคน ทักษะ วัฒนธรรม และเทคโนโลยีให้สอดคล้องกัน

คุณเมธาชวนมองว่า หลายองค์กรมักเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “จะใช้ AI อะไรดี” แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ “เรากำลังแก้ปัญหาธุรกิจอะไร” เพราะสุดท้ายแล้ว AI เป็นเพียงเครื่องมือ ขณะที่สิ่งที่ทำให้องค์กรเปลี่ยนแปลงได้จริงคือ People, Capability, Culture และ Mindset

อีกหนึ่งประโยคที่น่าสนใจคือ “HR ที่ไม่เข้าใจธุรกิจ กำลังกลายเป็นบทบาทที่ล้าสมัย” เพราะ HR ยุคใหม่ต้องเชื่อมโยงกลยุทธ์ธุรกิจเข้ากับการพัฒนาคนได้จริง

2. บริหารคนทุกวัยด้วย Tight – Loose – Tight
คุณธนา เธียรอัจฉริยะ

คุณธนาชวนทุกคนมองเรื่อง Generation Gap ในอีกมุมหนึ่ง เรื่องของผู้ใหญ่ที่บ่นว่าเด็กขี้เกียจ มันมีมานานกว่า 2,000 ปีแล้ว ความต่างที่แท้จริงอาจไม่ใช่เรื่อง Gen แต่คือวิธีคิด คนรุ่นก่อนมักถามว่า “ทำอะไร” และ “ทำอย่างไร” แต่คนรุ่นใหม่จะถามว่า “ทำไปทำไม”

Framework ที่คุณธนาใช้บริหารคนทุกวัย และใช้มาตลอดนั่นคือ Tight – Loose – Tight

  • Tight กำหนดเป้าหมายให้ชัด บอกให้คนเข้าใจว่าทำไมงานนี้ถึงสำคัญ และปลายทางที่ต้องการคืออะไร
  • Loose เปิดพื้นที่อิสระให้พนักงานเลือกวิธีการทำงานของตัวเอง ได้ลองคิด ลองตัดสินใจ และใช้ความถนัดให้เต็มที่
  • Tight กลับมาวัดผลตามเป้าหมาย ว่าสิ่งที่ทำไปตอบโจทย์ไหม ?

เขายกตัวอย่างแนวคิด Manifesto ของ Netflix ว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจ เพราะบอกชัดเจนว่าองค์กรไม่ใช่ครอบครัว แต่คือ “ทีมกีฬา” นั่นคือการทำงานแบบมืออาชีพ เล่นเป็นทีม และต้องสร้างผลงาน ต่างจากหลายๆ องค์กร ที่เอาตัวอักษรชื่อบริษัทมาแตกเป็น Core Value แล้วให้พนักงานท่องจำ แต่ไม่ได้ช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานได้จริง 

และในวันที่ AI เก่งขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่ยังทำให้ผู้นำแตกต่าง คือความเป็นมนุษย์ที่เข้าถึงได้ ไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ พวกเขาไม่ได้ต้องการหัวหน้าที่เก่งที่สุด หรือดูสมบูรณ์แบบที่สุดเสมอไป แต่เป็นคนที่กล้ายอมรับว่าตัวเองไม่รู้บางเรื่อง และเปิดโอกาสให้น้อง ๆ สอนกลับได้ เขาเรียกสิ่งนี้ว่า Vulnerable Ability  

3. AI เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ แต่ทดแทน Human Touch ไม่ได้ - คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา

คุณท็อปชวนทุกคนมองว่า ในโลกที่ AI เปลี่ยนแปลงทุกอย่างอย่างรวดเร็ว สิ่งที่อันตรายที่สุดอาจไม่ใช่การตามเทคโนโลยีไม่ทัน แต่คือการคิดว่าตัวเองรู้มากพอแล้ว ยิ่งประสบความสำเร็จมากเท่าไร เรายิ่งต้องกล้ากลับมาเป็น “น้ำไม่เต็มแก้ว” เปิดรับความรู้ใหม่ และยอมรับว่าตัวเองผิดพลาดได้

สำหรับผู้นำในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ควรมี 2 สิ่งสำคัญ คือ Reframing Situation “การเปลี่ยนมุมมอง” ต่อเหตุการณ์หรือปัญหาตรงหน้า ให้เราเห็นมิติอื่น ๆ ที่สร้างสรรค์ เป็นโอกาส หรือเป็นทางออกในการรับมือได้ดีขึ้น และการเป็น “สมอเรือ” ที่สร้างความมั่นคงให้คนในทีม

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ AI อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ แต่ไม่สามารถทดแทน Human Touch ได้ เหมือนประตูอัตโนมัติที่เปิดเองได้ แต่ไม่สามารถทักทาย หรือสร้างความประทับใจให้ลูกค้าเหมือน Doorman

ท้ายที่สุด สิ่งที่องค์กรต้องสร้างให้ได้คือ Trust ผ่าน 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ Authenticity, Logic และ Empathy เพราะต่อให้ AI ฉลาดขึ้นแค่ไหน ความไว้วางใจยังคงเป็นรากฐานสำคัญของการทำงานร่วมกัน

4. ยิ่งโลกเปลี่ยนเร็ว ความสามารถในการปรับตัวยิ่งสำคัญ - คุณกานติมา เลอเลิศยุติธรรม และคุณอครินทร์ ภูรีสิทธิ์

Session นี้เริ่มต้นด้วยคำถามที่หลายคนกำลังคิด “ถ้าเราจะอยู่รอด เราต้องปรับตัวยังไง ในยุค Ai”

คุณกานติมามองว่า AI เป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง สำหรับคนที่รู้จักใช้และต่อยอด แต่สิ่งที่ AI ยังทำแทนมนุษย์ไม่ได้ คือจริยธรรม วิจารณญาณ และการตัดสินใจ ในโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน ทักษะสำคัญจึงไม่ใช่แค่ความรู้เฉพาะทาง แต่คือ Adaptability และ Lifelong Learning เพราะไม่ว่าคุณจะอยู่ในตำแหน่งไหน การเรียนรู้สิ่งใหม่ยังคงเป็นเรื่องจำเป็น

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ การรู้จักตัวเอง เพราะคนที่เข้าใจจุดแข็ง จุดอ่อน และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง จะเติบโตได้เร็วกว่าคนที่ยึดติดกับวิธีเดิม

ด้านคุณอครินทร์เสริมว่า “ยิ่ง AI มีประสิทธิภาพมากขึ้น ความเป็นมนุษย์ยิ่งต้องสูงขึ้น”

เพราะสุดท้ายแล้ว AI อาจช่วยหาคำตอบได้เร็วขึ้น แต่มนุษย์ยังต้องเป็นคนตั้งคำถาม คิดวิเคราะห์ และตัดสินใจ

บทสรุปของ Session นี้อาจไม่ใช่เรื่องการแข่งกับ AI แต่คือการพัฒนาตัวเองให้พร้อมเรียนรู้และปรับตัวอยู่เสมอ

🌟5. ESG จะไม่สำเร็จ หากมีแค่นโยบาย แต่ไม่มีคนลงมือทำ - คุณประกาศิต ทิตาราม และ ดร.เกษลักษณ์ หาราชัย

หนึ่งใน Session ที่พิเศษสำหรับเรา เพราะหนึ่งในผู้ขึ้นเวทีครั้งนี้คือ คุณประกาศิต ทิตาราม CEO แห่ง Thitaram Group ที่มาร่วมแบ่งปันมุมมองของการเชื่อมโลก AI, ESG และ HR เข้าด้วยกันได้อย่างน่าสนใจ

ประเด็นสำคัญที่ถูกย้ำคือ ESG ไม่ใช่กิจกรรม CSR ที่ทำเป็นครั้งคราว แต่ต้องฝังอยู่ในวิธีคิด วิธีทำงาน และการตัดสินใจขององค์กร ด้าน ดร.เกษลักษณ์ หาราชัย ได้กล่าวว่า ธุรกิจที่ยั่งยืนไม่ได้วัดแค่กำไร แต่ต้องดูด้วยว่า “คุณค่า” ที่ธุรกิจสร้างขึ้น ส่งผลต่อผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างไร 

คุณประกาศิตชวนมองว่า ในวันที่ข้อมูลด้าน ESG มีปริมาณมหาศาลและซับซ้อนมากขึ้น AI จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยวิเคราะห์ข้อมูล ลดความซับซ้อน และสนับสนุนการตัดสินใจบนข้อมูลจริง

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ ESG จะเกิดขึ้นจริงไม่ได้ หากมีเพียงนโยบายจากผู้บริหาร แต่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของพนักงานทุกคนในองค์กร

คุณประกาศิตยกตัวอย่างว่า WellExp สามารถเข้ามาช่วยสร้าง Employee Engagement ผ่านกิจกรรมด้านความยั่งยืน เช่น การแยกขยะ การลดคาร์บอน หรือกิจกรรม ESG ต่าง ๆ พร้อมระบบรางวัลที่ช่วยกระตุ้นการมีส่วนร่วมได้ทันที

เพราะสุดท้ายแล้ว ความยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการเขียนรายงานที่ดี แต่เกิดจากพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่พนักงานลงมือทำทุกวัน

และในอนาคต ESG จะไม่ใช่การรอเก็บข้อมูลปลายปีอีกต่อไป แต่จะก้าวสู่ยุคของ Real-time Carbon Intelligence ที่องค์กรสามารถติดตามและตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์

บทสรุปของ Session นี้คือ AI, ESG และ People ไม่สามารถแยกออกจากกันได้อีกแล้ว

เทคโนโลยีช่วยวิเคราะห์ข้อมูล ESG ช่วยกำหนดทิศทางธุรกิจ แต่สุดท้าย “คน” ยังคงเป็นผู้ที่ทำให้ความยั่งยืนเกิดขึ้นจริงในองค์กรได้

Day 2 ของงาน Thailand HR Tech 2026

ยังคงอัดแน่นไปด้วยมุมมองและบทเรียนที่น่าสนใจ จากผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และผู้นำองค์กรหลากหลายท่าน และนี่คือ Insight ที่เราเก็บมาฝากกัน

1. AI กำลังกลายเป็นออกซิเจนใหม่ขององค์กร - คุณชุติมา สีบำรุงสาสน์

คุณชุติมามองว่า ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปแค่ไหน “คน” ยังคงเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรเสมอ เพราะ AI ไม่ได้เข้ามาแทนคนในทุกเรื่อง แต่เข้ามาช่วยให้คนทำงานได้ดีขึ้น เร็วขึ้น และมีเวลามากขึ้นสำหรับงานที่สร้างคุณค่า

เธอเปรียบ AI ว่าเป็น “ออกซิเจนใหม่ขององค์กร” ที่จะช่วยให้องค์กรแข่งขันและเติบโตได้ในอนาคต แต่การมี AI เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ สิ่งสำคัญคือการสร้าง AI Culture ให้เกิดขึ้นจริงในองค์กร

สิ่งที่องค์กรต้องทำคือเปลี่ยนความกลัวให้เป็นความอยากเรียนรู้ และทำให้พนักงานรู้สึกว่า AI ไม่ใช่คู่แข่ง แต่เป็น “เพื่อนร่วมงาน” ที่ช่วยลดงานซ้ำ ๆ เปิดโอกาสให้คนได้ใช้เวลาไปกับการคิด วิเคราะห์ และสร้างสรรค์มากขึ้น

คุณชุติมายังชวนให้มองว่า เมื่อ AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงาน องค์กรก็ต้องกลับมาทบทวน Job Design ใหม่ ว่างานไหนควรให้ AI ทำ งานไหนยังต้องใช้มนุษย์ และงานไหนที่คนกับ AI ต้องทำงานร่วมกันเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

และสิ่งสำคัญคือการทำให้คนในองค์กรกล้าใช้ กล้าลอง และเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง 

2. งานได้ผล คนต้องเติบโต คือโจทย์ของผู้นำยุคใหม่ - คุณสุดคนึง ขัมภรัตน์ และ คุณกมลศักดิ์ จุฑาพรมณี

Session นี้เริ่มต้นด้วยคำถามที่น่าสนใจว่า “ในโลกที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน ทำไมคำตอบเดียวที่เคยใช้ได้ จึงอาจใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป”

คุณสุดคนึงมองว่า ภาวะผู้นำเป็นเรื่องสำคัญของทุกคน ไม่ใช่แค่คนที่มีตำแหน่ง เพราะทุกคนสามารถเป็นผู้นำในแบบของตัวเองได้ โดยสิ่งสำคัญมี 3 เรื่อง คือ Mindset, Skillset และ Tools

หนึ่งในความท้าทายสำคัญของผู้นำยุคนี้ คือการทำให้คนในองค์กรเข้าใจว่า AI และเทคโนโลยีไม่ได้เข้ามาเพื่อลดคุณค่าของมนุษย์ แต่เข้ามาช่วยให้งานง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แม้ AI จะฉลาดขึ้นแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้ว มนุษย์ยังคงเป็นผู้กำหนดทิศทางและตัดสินใจ เพราะไม่มีเทคโนโลยีใดสามารถทดแทนคุณค่าของมนุษย์ได้ทั้งหมด

ด้านคุณกมลศักดิ์เสริมว่า องค์กรไม่สามารถเลือกได้ว่าจะเอา Stability หรือ Change เพราะทั้งสองสิ่งต้องเกิดขึ้นควบคู่กัน การอยู่รอดในวันนี้จึงไม่ใช่การยึดติดกับความมั่นคง แต่คือความสามารถในการปรับตัวให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

🌟3. AI ช่วยลดเวลาใน Recruitment แต่คนยังเป็นผู้เลือกคน - คุณประกาศิต ทิตาราม

หลังจากขึ้นเวทีใน Day 1 คุณประกาศิต ทิตาราม CEO แห่ง Thitaram Group กลับมาร่วมแบ่งปันมุมมองอีกครั้งใน Day 2 โดยครั้งนี้เป็นเรื่องการนำ AI มาช่วยยกระดับกระบวนการ Recruitment ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

คุณประกาศิตเริ่มต้นด้วยคำถามที่หลายองค์กรกำลังเผชิญอยู่ในวันนี้

“ใครมีปัญหาเรื่อง Recruitment บ้างไหมครับ? มีใครเริ่มนำ AI มาใช้ในองค์กร HR หรือยัง หรือการใช้ AI ไปใช้ในการทำงานแค่ไหนถึงจะพอดี?”

ที่บริษัททิตาราม เรามีช่อง TikTIok 12 ช่อง ที่เกี่ยวกับ Recruitment และ HR Recruitment และจะต้องเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ด้วย ปัญหาคือทำยังไงให้มีผู้สมัครเข้ามามมากเพียงพอ บางองค์กรทำโซเชียลได้ดี มีผู้สมัครเข้ามาเยอะเกิน แล้ว Pain Point คือเราจะคัดยังไงดี

คุณประกาศิตชวนมองว่า ก่อนจะนำ AI เข้ามาใช้ องค์กรต้องเริ่มจากการหา Bottleneck ของกระบวนการก่อน ว่าจุดไหนใช้เวลามากเกินไป หรือมีงานซ้ำที่สามารถให้ AI เข้ามาช่วยได้

ไม่ว่าจะเป็นการสร้างคอนเทนต์รับสมัครงาน การคัดกรอง Resume การสรุปผลสัมภาษณ์ หรือการจัดลำดับผู้สมัคร ล้วนเป็นงานที่ AI สามารถเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้

แต่สิ่งสำคัญคือ เราต้องรู้ว่าอะไรเป็นหน้าที่ของ AI และอะไรเป็นหน้าที่ของคน

และคนยังต้องเป็นผู้กำหนดโจทย์ วาง Framework  และตัดสินใจขั้นสุดท้าย ขณะที่ AI ทำหน้าที่จัดการข้อมูล วิเคราะห์ และช่วยลดงานที่ซ้ำซ้อน

คุณประกาศิตย้ำว่า “AI จะไม่ได้มาแทน HR แต่จะมาทำให้ HR เก่งขึ้น ฉลาดขึ้น
เราจะ Work Smart และ Make more efficiency จริงๆ”

เพราะสุดท้ายแล้ว AI ช่วยจัดการข้อมูลได้ แต่การตัดสินใจเรื่องคน ยังคงต้องอาศัยมนุษย์เสมอ

4. เราเชื่อว่าทุกคนมีสิทธิอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี - คุณพิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร

คุณท็อปเริ่มต้นด้วยความเชื่อที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า “ทุกคนมีสิทธิอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี”

ไม่ใช่แค่สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ แต่รวมถึงสุขภาพกาย สุขภาพใจ และสังคมรอบตัวที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตที่ดีด้วย

เมื่อพูดถึงความยั่งยืน หลายองค์กรอาจเริ่มจากเป้าหมาย Net Zero ทั้งเรื่องพลังงาน การขนส่ง หรือการลดขยะภายในองค์กร แต่ความท้าทายที่แท้จริงไม่ใช่การตั้งเป้าหมาย แต่อยู่ที่การทำให้คนในองค์กรมีส่วนร่วมกับเป้าหมายนั้น

คุณท็อปมองว่า การสร้างพฤติกรรมด้านความยั่งยืนไม่สามารถใช้วิธีเดียวกับทุกคนได้ เพราะแต่ละคนมีแรงจูงใจแตกต่างกัน การให้ความรู้เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องมีแรงจูงใจ recognition หรือรางวัลที่เหมาะสม เพื่อจูงใจพนักงาน ให้มาทำเรื่องความยั่งยืนในระดับองค์กร 

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ ความยั่งยืนไม่ได้หมายถึงแค่การดูแลสิ่งแวดล้อม แต่รวมถึงการดูแลสุขภาพใจของคนในองค์กรด้วย เพราะสุดท้ายแล้ว ต่อให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้นแค่ไหน แต่หากคนยังไม่มีความสุข หรือไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดี ความยั่งยืนก็อาจไม่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

5. AI ช่วยงาน HR ได้ แต่การตัดสินใจที่ดียังต้องใช้คน - คุณ CK Cheong

คุณ CK ชวนทุกคนมอง AI แบบตรงไปตรงมาว่า สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่การกลัวหรือต่อต้าน AI แต่คือการเปิดใจและเริ่มตั้งคำถามว่า AI จะช่วยให้ธุรกิจและงานของเราดีขึ้นได้อย่างไร

เพราะถ้าเรามอง AI เป็นแค่ Chatbot หรือใช้เฉพาะตอนคิดงานไม่ออก อาจยังไม่ได้ใช้ศักยภาพของมันอย่างเต็มที่ สิ่งสำคัญคือการเชื่อก่อนว่าเรายังเรียนรู้ทัน และ AI พร้อมจะช่วยสอนเราได้ ถ้าเราพร้อมสร้างสรรค์และลองใช้มันจริง

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ หากองค์กรอยากให้พนักงานเปลี่ยนแปลง มีแรงบันดาลใจในการทำงานมากขึ้น องค์กรเองก็ต้องสร้างแรงจูงใจให้เขาเห็นด้วย ว่าการเปลี่ยนครั้งนี้มีความหมาย ไม่ใช่แค่ขอให้ทุกคนทำงานหนักขึ้นเพื่อผลลัพธ์ขององค์กรเท่านั้น

คุณ CK ยังพูดถึงโลกการทำงานที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะการเติบโตของฟรีแลนซ์และ Personal Branding เพราะคนจำนวนมากไม่ได้ต้องการแค่ความมั่นคง แต่ต้องการอิสระ โอกาส และเพดานการเติบโตที่กว้างขึ้น

สุดท้าย เมื่อพูดถึงบทบาทของ HR ในยุค AI คุณ CK สรุปไว้อย่างชัดเจนว่า AI อาจช่วยส่งอีเมล คัดกรองข้อมูล หรือทำให้เราไม่ต้องอ่าน CV ทีละใบได้ แต่หน้าที่สำคัญของ HR คือการหาคนที่มีคุณภาพ และการตัดสินใจเรื่องคนที่ดี ยังเป็นสิ่งที่ AI ทำแทนมนุษย์ไม่ได้

6. ลูกค้าไม่ได้ซื้อแค่สินค้า แต่ซื้อประสบการณ์ที่ได้รับ - คุณณัฐวุฒิ เกียรติไชยากร

คุณณัฐวุฒิชวนทุกคนมองว่า ในปัจจุบันลูกค้าไม่ได้ตัดสินใจเลือกแบรนด์จากสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่เลือกจากประสบการณ์และความรู้สึกที่ได้รับจากแบรนด์นั้นด้วย

ในมุมของสยามพิวรรธน์ การสร้าง Emotional Engagement จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าเกิดความผูกพันและอยากกลับมาใช้บริการ

AI เองก็เข้ามามีบทบาทในการช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า ตั้งแต่การเดินภายในศูนย์การค้า ไปจนถึงข้อมูลที่ช่วยให้ทีมงานสามารถออกแบบ Customer Journey ได้ตรงกับความต้องการมากขึ้น

แต่นอกจากประสบการณ์ของลูกค้าแล้ว องค์กรก็ต้องให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของพนักงานไม่แพ้กัน

คุณณัฐวุฒิแบ่ง Employee Experience ออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ สภาพแวดล้อมและอุปกรณ์ในการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร ประสบการณ์ที่ได้รับจากผู้นำ และประสบการณ์ด้านดิจิทัล

รวมถึงการดูแล Well-being ของพนักงาน เพื่อให้คนในองค์กรสามารถทำงานและเติบโตได้อย่างมีคุณภาพ เพราะสุดท้ายแล้ว ประสบการณ์ที่ดีของลูกค้า มักเริ่มต้นจากประสบการณ์ที่ดีของคนทำงานเช่นกัน

WellExp กับการสร้าง
Employee Experience ในยุค AI

WellExp เชื่อว่าในวันที่ AI เข้ามาช่วยให้องค์กรทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การดูแล “คน” ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตเสมอ เราเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยสนับสนุน Employee Engagement การสื่อสารภายในองค์กร และการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงาน

A culture operating system made easy for HR and People Leaders

Discover how our solutions have made a difference

Robot-with-Rocket

A culture operating system made easy for HR and People Leaders

Discover how our solutions have made a difference

Robot-w-Rocket

News & Blog