Engagement ที่แข็งแรงจะยืนอยู่บน 4 เสาหลักสำคัญ:
1. รักษาคนเก่งให้อยู่ครบ ทีมไม่บาง
การเสียคนเก่ง (Top Talent) 1 คน มีมูลค่าความเสียหายเท่ากับ 1.5 – 2 เท่าของเงินเดือนปีนั้น ทั้งค่าสรรหา ค่าฝึกอบรม และโอกาสทางธุรกิจที่เสียไป
Engagement คือการสร้าง ‘แรงดึงดูด’ ที่ทำให้คนเก่งไม่อยากไปไหน ให้ทำงานกับองค์กรได้นานที่สุด เพราะองค์กร อยากให้เขารู้สึกว่าที่นี่ คือที่ที่เขาจะทำงานได้โดดเด่นและแสดงศัพยภาพได้ดีที่สุด
2. ความทุ่มเทที่มาจากใจ ไม่ใช่แค่ Job Description!
เคยเห็นไหม? เพื่อนในออฟฟิศบางคน ทำงานได้ดี เหนือว่าลิสต์งานที่ต้องทำซะอีก!
พนักงานที่มี Engagement สูง จะส่งมอบ Discretionary Effort หรือความเต็มใจที่จะทำ ‘เกิน’ กว่าที่ระบุไว้ใน JD เช่น การช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่างสุดความสามารถ หรือการเสนอไอเดียพัฒนาคุณภาพงานโดยไม่ต้องสั่ง Engagement จะช่วยเปลี่ยน ‘ภาระงาน’ ให้เป็น ‘แรงขับเคลื่อน’ (Drive) คิดและทำให้มากกว่า เต็มที่มากกว่า
3. ยืดหยุ่นเป็น เปลี่ยนแปลงได้
เพราะทุกวันนี้ โลกหมุนเร็วมาก องค์กรและคนทำงานต้องปรับตัวตลอดเวลา
พนักงานที่ไม่มีความผูกพันมักจะ ‘ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง’ (Resistance to Change) แต่พนักงานที่มี Engagement จะมีความเชื่อใจ (Trust) ในตัวผู้นำและพร้อมที่จะ Transform ไปด้วยกัน
Engagement คือ ‘ฐานรากที่มั่นคง’ ที่ช่วยให้โครงสร้างองค์กรยืดหยุ่นพอที่จะรับแรงกระแทกจากตลาดได้
4. สิ่งที่พนักงานรู้สึก คือสิ่งที่ลูกค้าสัมผัสได้
Employee Experience = Customer Experience
พนักงานที่ไม่มี Engagement ยากจะส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า Engagement จึงส่งผลโดยตรงต่อความพึงพอใจของลูกค้า (NPS) และภาพลักษณ์แบรนด์
พนักงานคือ Brand Ambassador ที่ทรงพลังที่สุด Engagement ที่ดีคือการลงทุนระยะยาว ที่ทำให้พนักงานผูกพัน ทุ่มเท และส่งมอบคุณค่าให้ลูกค้าเกินความคาดหวัง
วันนี้ HR / องค์กร แทนที่จะถามว่า ‘ปีนี้เราจะจัด Outing ที่ไหน?’ ให้เปลี่ยนเป็นคำถามเชิงกลยุทธ์ว่า:
・”ระบบงานของเราในวันนี้ ส่งเสริมหรือทำลายพลังงานของคนเก่ง?”
・”พนักงานของเรามองเห็นความหมายของงานที่เขาทำชัดเจนพอหรือยัง?”
・”เรามีเครื่องมือที่ช่วยลดงานที่น่าเบื่อ เพื่อให้เขาได้ทำในสิ่งที่เขารักมากขึ้นไหม?”
อ้างอิง:
แนวคิด Discretionary Effort ความทุ่มเทที่มาจากใจ (โดย Aubrey Daniels & Gallup) องค์กรที่มี Engagement สูงจะมี Productivity สูงกว่าถึง 18% และ กำไรสูงกว่า 23% เนื่องจากพนักงานยินดีที่จะทำเกินหน้าที่โดยไม่ต้องสั่ง
แนวคิด Talent Density การรักษาความหนาแน่นของคนเก่ง (โดย Reed Hastings, CEO ของ Netflix)
จากหนังสือ No Rules Rules ของ Netflix อธิบายว่า Engagement ที่ดีที่สุดสำหรับคนเก่ง ไม่ใช่กิจกรรม แต่คือการได้ทำงานท่ามกลางเพื่อนร่วมงานที่เก่งและมีความผูกพันกับเป้าหมายเดียวกัน (High Talent Density)