เมื่อ Employee Engagement
ถดถอย 📉 จะมีอาการแบบนี้!
ความผูกพัน ความสุข ความรู้สึกรักองค์กร เป็นตัวแปรที่สำคัญมาก อาจจะบอกได้เลยว่า ธุรกิจกำลังเติบโตแค่ไหน!
・ต้นทุนแฝงจำนวนมหาศาลจากการลาออกของพนักงาน (Turnover Cost)
・ประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง (Lower Productivity)
・ความสามารถในการแข่งขันที่ค่อย ๆ หายไปโดยไม่รู้ตัว
หากองค์กรของคุณมีอาการเหล่านี้เกิน 3 ข้อ ถึงเวลาต้องรีบทบทวนกลยุทธ์โดยด่วน!
1. ความเงียบในห้องประชุม 🤔
หนึ่งในสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดของ Employee Engagement ที่เริ่มถดถอย คือการที่พนักงาน “หยุดพูด” และหยุดแชร์ความคิดเห็น
หากการประชุมที่เคยเต็มไปด้วยไอเดีย กลับกลายเป็นการนั่งฟังเงียบ ๆ และจบด้วยประโยคว่า “ไม่มีคำถามครับ / ค่ะ”
บางทีอาจจะไม่ใช่เพราะทุกคนเห็นด้วย แต่เป็นสัญญาณของการขาด Psychological Safety หรือความปลอดภัยทางจิตใจในการแสดงความคิดเห็น
🚨 สัญญาณอันตราย
・ภาวะองค์กรหยุดนิ่ง (Stagnation) ขาดความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรมใหม่ๆ (Innovation)
・ปัญหาบางอย่างอาจไม่ถูกพูดถึงหรือแก้ไข จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต
・วัฒนธรรมการทำงานแบบเดิม (Conventional Mindset) การทำงานแบบ “ทำไปเรื่อยๆ” ไม่ปรับตามความก้าวหน้าที่เปลี่ยนแปลงไป
2. ทำงานตามเข็มนาฬิกาเป๊ะ 🫥
แม้การให้ความสำคัญกับ Work-Life Balance จะเป็นเรื่องที่ดี แต่สัญญาณที่น่ากังวลคือ พนักงานเริ่มทำงานแค่ “ขั้นต่ำตามหน้าที่” (Quiet Quitting)
ไม่มีความกระตือรือร้นที่จะช่วยงานทีมอื่น ไม่เสนอไอเดียเพิ่มเติม และไม่รู้สึกเป็นเจ้าของผลงานเหมือนเดิม
🚨 สัญญาณอันตราย
・ความเร็วในการรันโปรเจกต์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด (Decreased Velocity)
・ขาดความทุ่มเทจากใจ (ทำแค่ 100 ไม่เคยให้ 101) (Low Discretionary Effort)
・มองว่าเป็นงานของบริษัท ไม่ใช่งานของเรา (Lack of Ownership)
3. กิจกรรมมีแต่หน้าเดิมๆ 📉
เมื่อองค์กรจัด Town Hall, Workshop หรือกิจกรรมภายใน แต่การตอบรับลดลงอย่างเห็นได้ชัด หรือพนักงานเข้าร่วมเพียงเพราะ “จำเป็นต้องมา” นี่คือสัญญาณว่ากิจกรรมไม่สามารถสร้าง Engagement ได้ และวัฒนธรรมองค์กรเริ่มไม่ดึงดูดใจ
🚨 สัญญาณอันตราย
・ทำงานร่วมกับทีมอื่นไม่ได้ (Non Cross-functional Collaboration)
・ทำงานคนเดียว ต่างคนต่างทำ ไม่สนใจเป้าหมายรวมของบริษัท (Silo Mentality)
・คะแนนความพึงพอใจและการอยากแนะนำองค์กรลดลง (Declining Net Promoter Score) (eNPS)
4. ลาป่วยบ่อยแบบไม่มีสาเหตุชัดเจน 😷
หากฝ่าย HR พบว่า: การลาป่วยในวันจันทร์หรือวันศุกร์เพิ่มขึ้น พนักงานเริ่มมาสายบ่อยโดยไม่มีเหตุจำเป็น สัญญาณเหล่านี้มักไม่ได้มาจากสุขภาพกาย แต่เป็นเรื่องของ Mental Health, Burnout และความรู้สึกไม่อยากมาทำงาน
🚨 สัญญาณอันตราย
・ภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout Syndrome)
・อาการไม่อยากมาทำงานในวันจันทร์ หรือรีบลาในวันศุกร์เพื่อหยุดยาว (Monday-Friday Blues)
・การขาดแรงจูงใจในการทำงาน (Demotivation)
5. การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย 🗣️
ลองสังเกต เมื่อพนักงานเริ่มเรียกบริษัทว่า “พวกเขา” เช่น “พวกผู้บริหารเขาอยากได้แบบนี้” แทนคำว่า “เรา”
จะทำให้รู้สึกว่า เราอาจจะไม่เป็นกลุ่ม / องค์กร เดียวกัน
ลองนึกดูว่า ถ้าเป็นคำว่า “นโยบาย” “นโยบายของพวกเขา” ไม่ใช่ “นโยบายของพวกเรา” ความรู้สึกแตกต่างกันไหมคะ?
พนักงานมองตัวเองเป็นเพียง “ลูกจ้าง” เท่านั้น ไม่ได้มองว่าเราเป็นส่วหนึ่งของความสำเร็จร่วมกัน
🚨 สัญญาณอันตราย
・ความไม่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกัน
・วัฒนธรรมองค์กรที่แปลกแยก (Cultural Fragmentation)
・ความเสี่ยงในการรักษาพนักงาน (Retention Risk)
มาถึงจุดนี้แล้ว.. พนักงาน คนทำงานในองค์กรเป็นกันกี่ข้อคะ? หากเป็นเกินหลายข้อ
𝐐𝐮𝐢𝐜𝐤 𝐓𝐢𝐩 𝐟𝐨𝐫 𝐋𝐞𝐚𝐝𝐞𝐫𝐬:
เริ่มได้จากการ “ฟัง” (Active Listening) ลองทำ 1-on-1 Check-in เพื่อถามไถ่ความรู้สึกจริงๆ ของทีม ก่อนที่สัญญาณเตือนเหล่านี้จะกลายเป็นวิกฤตที่แก้ไม่ได้
สร้าง Survey / Rating / Open Answer เช็คความรู้สึกพนักงาน ผ่านแพลตฟอร์ม WellExp ให้พนักงานทำตอบผ่านมือถือ HR ได้คำตอบแบบ Real-Time เป็นเครื่องมือช่วยให้ Engagement ง่ายและสมบูรณ์มากขึ้น
การแก้ไขปัญหา Engagement ไม่ได้ทำได้ด้วยการเพิ่มบุฟเฟต์มื้อเที่ยงหรือจัดทริปไปเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจาก..
การปรับกลยุทธ์การบริหาร (Management Strategy)
・การรับฟังอย่างจริงจัง (Active Listening)
・การให้คุณค่าและการยอมรับ (Recognition)
・การสื่อสารเป้าหมายและความหมายของงาน (Clear Purpose)
เราปรับ Engagement ให้ดีขึ้นได้ตั้งแต่วันนี้ค่ะ เพราะถ้าคุณอ่านบทความนี้ แปลว่าคุณอยากทำให้ Engagement ในองค์กรดีขึ้น อย่ารอให้ถึงวันที่พนักงานเก่งๆ เดินมาขอลาออก เริ่มปรับได้ตั้งแต่วันนี้