ภาษา :

ภาษา :

กิจกรรมพนักงานหลายรูปแบบ บริหารให้อยู่ในระบบเดียวได้อย่างไร?

ในหนึ่งปี องค์กรอาจมีกิจกรรมพนักงานมากกว่าที่คิด ตั้งแต่กิจกรรมต้อนรับพนักงานใหม่ กิจกรรมตามเทศกาล Wellness Challenge, Learning & Development, CSR, Core Values Campaign ไปจนถึงกิจกรรม Recognition ที่เปิดโอกาสให้หัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานชื่นชมกัน

เมื่อกิจกรรมมีไม่มาก การใช้ Google Form, Spreadsheet, Email หรือช่องทาง Communication ที่มีอยู่ อาจยังเพียงพอ

แต่เมื่อองค์กรเติบโต มีพนักงานหลายทีม หลายสาขา หรือเริ่มจัด กิจกรรมพนักงาน อย่างต่อเนื่อง ปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่คำถามว่า

“ครั้งหน้าจะจัดกิจกรรมอะไรดี?”

แต่อาจกลายเป็น

“เราจะบริหารกิจกรรมทั้งหมดอย่างไร โดยไม่ทำให้แต่ละกิจกรรมแยกออกจากกัน?”

โจทย์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ตัวอย่างจาก OneStream พบว่าเมื่อองค์กรเติบโตอย่างรวดเร็วและมีพนักงานกระจายอยู่หลายประเทศ การ Recognition และ Celebration ที่เกิดขึ้นเป็นบางช่วงหรืออยู่เฉพาะบางส่วนขององค์กร เริ่มไม่ตอบโจทย์เรื่องความสม่ำเสมอและความเท่าเทียม ขณะที่กระบวนการ Manual เดิมก็ไม่เหมาะกับการขยายตัวในระดับ Global อีกต่อไป

ขณะที่ Schoox มีโจทย์เรื่องการรวม Process, Technology และ Tools ให้กลายเป็น Employee Experience ที่ต่อเนื่องมากขึ้น พร้อมลดการใช้เครื่องมือที่ซ้ำซ้อนและกระจัดกระจาย โดยองค์กรต้องการให้ Recognition, Rewards และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องเชื่อมเข้ากับ Workflow ที่พนักงานใช้งานอยู่แล้ว

นี่จึงนำมาสู่แนวคิดสำคัญสำหรับ HR:

กิจกรรมพนักงานยังสามารถหลากหลายได้ แต่ Experience ของพนักงานและระบบที่อยู่เบื้องหลัง ไม่จำเป็นต้องกระจัดกระจายตามไปด้วย

ลองนึกภาพองค์กรหนึ่งที่มีกิจกรรมตลอดทั้งปี

เดือนนี้ HR จัด Wellness Challenge ให้พนักงานสะสมคะแนนจากการออกกำลังกาย เดือนหน้าเป็น Core Values Campaign อีกเดือนเป็นกิจกรรม Learning ต่อด้วยกิจกรรม CSR และช่วงปลายปีก็มีกิจกรรม Recognition หรือ Seasonal Campaign

กิจกรรมแต่ละอย่างอาจประสบความสำเร็จในตัวเอง แต่หากทุกกิจกรรมใช้คนละระบบ คนละวิธีเข้าร่วม และคนละวิธีรับ Reward ประสบการณ์ของพนักงานก็อาจถูกแบ่งออกเป็นส่วน ๆ

สำหรับ HR เอง ข้อมูลที่ได้จากแต่ละกิจกรรมก็อาจอยู่คนละที่ ทำให้การมองภาพรวมของ Engagement ทำได้ยากขึ้น

Case Study ของ RBFCU ซึ่งมีพนักงานมากกว่า 2,000 คน สะท้อนโจทย์คล้ายกัน โดยองค์กรระบุว่าความพยายามด้าน Engagement ของตนทั้งบริหารจัดการและวัดผลได้ยาก จึงเป็นอีกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อ Engagement Program มีขนาดใหญ่ขึ้น เรื่อง “การจัดการและการวัดผล” จะกลายเป็นโจทย์สำคัญตามมา

ดังนั้น การบริหารกิจกรรมพนักงานให้อยู่ในระบบเดียว ไม่ได้หมายถึงการทำให้ทุกกิจกรรมเหมือนกัน

แต่หมายถึงการสร้าง โครงสร้างกลาง ที่ช่วยให้กิจกรรมต่าง ๆ เชื่อมต่อกันได้

แล้วกิจกรรมหลายแบบ จะเชื่อมให้อยู่ในระบบเดียวกันได้อย่างไร?

วิธีหนึ่งคือหยุดมองแต่ละกิจกรรมเป็น Project แยกกัน แล้วเริ่มมองจาก Employee Journey

ไม่ว่าจะเป็น Wellness, Learning, CSR หรือ Core Values รูปแบบพื้นฐานของกิจกรรมจำนวนมากสามารถมองเป็น Journey คล้ายกันได้ เช่น

เข้าร่วมกิจกรรม → ทำ Mission → ได้รับ Point/Recognition → นำ Point ไปใช้กับ Reward → เกิดข้อมูลการมีส่วนร่วม

เมื่อมีโครงสร้างกลางเช่นนี้ HR ยังสามารถออกแบบกิจกรรมได้หลากหลายเหมือนเดิม แต่ไม่จำเป็นต้องสร้าง Experience ใหม่ตั้งแต่ต้นทุกครั้ง

สิ่งที่ควรเชื่อมเข้าหากันจึงมีอย่างน้อย 5 ส่วน

1. รวมกิจกรรมและ Mission ให้พนักงานเข้าถึงได้ง่าย

จุดเริ่มต้นคือการทำให้พนักงานรู้ว่า ตอนนี้องค์กรมีอะไรให้เข้าร่วมบ้าง

แทนที่ Wellness Challenge อยู่ช่องทางหนึ่ง กิจกรรม Core Values อยู่อีกช่องทาง และกิจกรรม Learning ต้องเข้าอีกระบบ องค์กรสามารถออกแบบให้กิจกรรมเหล่านี้มี Entry Point ที่ชัดเจนขึ้น

ตัวอย่างเช่น

Wellness Mission: ออกกำลังกายครบตามเป้าหมาย
Learning Mission: เรียน Course ที่กำหนด
Core Values Mission: ทำกิจกรรมที่สะท้อน Value ขององค์กร
CSR Mission: เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคม
Seasonal Mission: ร่วม Challenge ตามเทศกาล

Case Study ของ Schoox แสดงตัวอย่างการใช้ Platform เดียวกับพฤติกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่ Recognition ที่เชื่อมกับ Company Values ไปจนถึง Incentive สำหรับการพักระหว่างวัน การทำ Physical Activity และการทำ Compliance Training

ที่น่าสนใจคือ เมื่อ Schoox ทดลองใช้ Incentive กับ Mandatory Compliance Training ซึ่งเดิมให้เวลาพนักงาน 3 สัปดาห์ พบว่า 99% ของพนักงานทำ Training เสร็จภายใน 10 วัน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นผลลัพธ์เฉพาะของ Schoox จึงไม่ควรตีความว่าการให้ Point หรือ Incentive จะสร้างผลลัพธ์ระดับเดียวกันในทุกองค์กร

สิ่งที่ Case นี้สะท้อนได้ชัดกว่าคือ ระบบเดียวสามารถรองรับกิจกรรมที่มี Objective แตกต่างกันได้

2. ใช้ Point เป็นตัวกลางเชื่อมหลายกิจกรรม

ถ้าแต่ละกิจกรรมให้รางวัลคนละแบบ Employee Experience ก็อาจยังแยกออกจากกัน

อีกแนวทางหนึ่งคือการใช้ ระบบสะสมแต้มพนักงาน เป็นตัวกลาง

พนักงานอาจได้รับ Point จากหลายแหล่ง เช่น

เข้าร่วม Wellness Challenge → ได้ Point
เรียน Course สำเร็จ → ได้ Point
ทำ Mission ขององค์กร → ได้ Point
ได้รับ Recognition → ได้ Point
เข้าร่วมกิจกรรมพนักงาน → ได้ Point

Point จึงไม่ได้เป็นกิจกรรมในตัวเอง แต่ทำหน้าที่เป็น กลไกกลางที่เชื่อมกิจกรรมหลายประเภทเข้าด้วยกัน

OneStream เป็น Case Study ที่เห็นแนวคิดนี้ค่อนข้างชัด บริษัทสร้างชื่อ Point ของตัวเองว่า “Streamies” และใช้เป็น Universal Currency ภายใน Recognition & Rewards Program โดยเชื่อม Recognition และ Incentive เข้ากับพฤติกรรมที่องค์กรต้องการส่งเสริม

ภายใน 90 วันแรกหลังเปิดใช้งาน Platform มีพนักงาน 52% เข้าไปส่ง Recognition และข้อมูลใน Case Study ระบุว่า 71.1% ของการ Redeem ทั้งหมดเป็นการแลก Point เพิ่มเพื่อนำไปใช้ Recognition คนอื่นต่อ แทนที่จะเลือก Merchandise ให้ตัวเอง

สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่แค่ “Point แลกอะไรได้”

แต่คือ Point สามารถถูกออกแบบให้มีความหมายเดียวกันตลอด Employee Experience ได้อย่างไร

3. รวม Reward ให้เป็นปลายทางเดียวกัน

เมื่อกิจกรรมเชื่อมกันผ่าน Point ขั้นต่อไปคือ Reward

ลองเปรียบเทียบสองรูปแบบ

แบบแรก HR จัดกิจกรรม A แล้วซื้อ Voucher ชุดหนึ่ง กิจกรรม B แจกของรางวัลอีกแบบ และกิจกรรม C ต้องจัดซื้อของใหม่อีกรอบ

กับอีกแบบที่พนักงานสะสม Point จากกิจกรรมหลายประเภท แล้วนำ Point ที่สะสมได้ไปเลือก Reward ตามความสนใจของตัวเอง

รูปแบบหลังทำให้ กิจกรรมกับ Reward ไม่จำเป็นต้องจับคู่กันแบบหนึ่งต่อหนึ่ง

Employee Experience จึงเปลี่ยนจาก

ทำกิจกรรม → รับของที่ HR เลือกให้ เป็น

ร่วมกิจกรรมหลายรูปแบบ → สะสม Point → เลือก Reward ที่ตัวเองต้องการ

แนวคิดเรื่องการให้พนักงานมีทางเลือกใน Reward ปรากฏอยู่ในหลาย Case Study เช่น OneStream ซึ่งต้องการระบบที่สามารถรองรับ Local Rewards ในประเทศที่พนักงานทำงานอยู่ ขณะที่ Schoox ต้องการ Reward ที่รองรับทั้งพนักงานในกรีซและสหรัฐฯ

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการมี Reward เยอะที่สุด แต่คือการออกแบบให้ Reward เป็นส่วนหนึ่งของ Journey เดียวกับกิจกรรมและ Recognition

4. อย่าแยก Recognition ออกจากกิจกรรมพนักงาน

กิจกรรมพนักงานไม่จำเป็นต้องเกิดจาก HR เป็นผู้สร้างทั้งหมด

การชื่นชมกันระหว่างพนักงาน หรือ Peer-to-Peer Recognition ก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของ Employee Engagement Ecosystem เดียวกันได้

ตัวอย่างเช่น พนักงานอาจได้ Point จากการทำ Mission ขณะเดียวกันก็สามารถได้รับ Recognition จากหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานเมื่อทำบางสิ่งได้ดี

OneStream ใช้ Platform เดียวเพื่อสนับสนุน Recognition และ Rewards ในองค์กรที่มีพนักงานมากกว่า 1,300 คนใน 18 ประเทศ และออกแบบให้ Recognition เชื่อมกับ Strategic Goals และ Desired Employee Behaviors

DealerSocket ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ใช้ Platform กลางในหลายบริบท ทั้งการ Recognition ผ่าน Company-wide Feed, Incentive สำหรับการทำ Training และเข้าร่วม Meeting, Feedback รวมถึงการฉลองวันเกิด โดยเฉพาะในช่วงที่บริษัทต้องรวมทีมหลังการควบรวมกิจการ

จุดนี้สำคัญ เพราะทำให้คำว่า “กิจกรรมพนักงาน” กว้างกว่า Event หรือ Campaign ที่ HR ต้องเป็นคนจัด

กิจกรรมบางอย่างสามารถเกิดขึ้นจาก Interaction เล็ก ๆ ระหว่างพนักงานในแต่ละวันได้ด้วย

5. รวม Data เพื่อให้ HR เห็นมากกว่าจำนวนคนเข้าร่วม

อีกหนึ่งประโยชน์ของการเชื่อมกิจกรรมเข้าหากันคือเรื่อง Data

ถ้ากิจกรรมแต่ละอย่างอยู่คนละระบบ สิ่งที่ HR มักเห็นคือผลลัพธ์แยกเป็นครั้ง ๆ เช่น

กิจกรรม A มีคนเข้าร่วมเท่าไร
กิจกรรม B แจก Reward ไปกี่ชิ้น
กิจกรรม C มีคนทำ Mission สำเร็จกี่คน

แต่เมื่อ Activity, Recognition, Point และ Reward เริ่มเชื่อมต่อกัน HR ก็มีโอกาสมอง Engagement ในภาพที่ต่อเนื่องกว่าเดิม

เช่น พนักงานกลับมาเข้าร่วมกิจกรรมซ้ำหรือไม่ กิจกรรมประเภทไหนได้รับความสนใจ Point ถูก Earn และ Redeem อย่างไร หรือ Program ไหนมี Adoption สูง

กรณีของ Harris Computer เป็นตัวอย่างของแนวคิดเรื่องการสร้างภาพรวมจากหลายหน่วยงาน แม้ Case นี้เน้น Employee Surveys มากกว่ากิจกรรมโดยตรง แต่ Platform ถูกออกแบบให้แต่ละ Business Unit สามารถทำ Survey ของตัวเอง ขณะเดียวกันข้อมูลก็สามารถมีส่วนต่อ Organizational Insights ในภาพใหญ่ได้

แนวคิดนี้สามารถนำมาใช้กับกิจกรรมพนักงานได้เช่นกัน นั่นคือ

แต่ละทีมยังมีความยืดหยุ่นในการทำกิจกรรมของตัวเอง แต่ข้อมูลสำคัญควรถูกมองเห็นในระดับองค์กรได้

ระบบเดียว ไม่ได้แปลว่าต้องทำทุกอย่างเหมือนกัน

ตรงนี้เป็นจุดที่ HR ควรระวัง

คำว่า “รวมไว้ในระบบเดียว” ไม่ได้หมายความว่าทุกแผนกต้องทำ Mission เหมือนกัน แจก Point เท่ากัน หรือใช้กิจกรรมแบบเดียวกันทั้งหมด

เพราะพนักงานแต่ละกลุ่มอาจมีบริบทไม่เหมือนกัน

พนักงาน Office กับ Frontline อาจมีเวลาทำกิจกรรมต่างกัน พนักงานแต่ละประเทศอาจต้องการ Reward ต่างกัน หรือแต่ละ Business Unit อาจมี Objective ของตัวเอง

สิ่งที่ควรเหมือนกันจึงไม่จำเป็นต้องเป็น Activity

แต่ควรเป็น Framework

เช่น ทุกกิจกรรมสามารถอยู่บน Journey เดียวกัน มี Point ที่เข้าใจตรงกัน มี Reward ที่เข้าถึงได้ และมี Data ที่ HR สามารถมองภาพรวมได้

Schoox เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เพราะหนึ่งใน Requirement ขององค์กรคือการรวม Process, Technology และ Tools ให้เกิดเป็น Cohesive Experience พร้อมลด Duplication และ Tool Sprawl แต่ขณะเดียวกันก็ยังต้องรองรับ Reward ที่แตกต่างกันระหว่างพนักงานในกรีซและสหรัฐฯ

นี่จึงเป็นความแตกต่างระหว่าง “Standardize ทุกอย่าง” กับ “Connect ทุกอย่าง”

เป้าหมายไม่จำเป็นต้องเป็นการทำให้ทุกกิจกรรมเหมือนกัน แต่คือการทำให้กิจกรรมที่แตกต่างกัน เชื่อมต่อกันได้

แล้วองค์กรของเราถึงเวลาต้องรวมกิจกรรมพนักงานไว้ในระบบเดียวหรือยัง?

ไม่ใช่ทุกองค์กรจำเป็นต้องมี Platform ตั้งแต่วันแรก

หากมีพนักงานจำนวนไม่มาก จัดกิจกรรมเพียงไม่กี่ครั้งต่อปี และระบบเดิมยังบริหารได้ดี การใช้เครื่องมือที่มีอยู่อาจยังเหมาะสมกว่า

แต่เมื่อกิจกรรมเริ่มมีจำนวนมากขึ้น HR อาจลองสังเกตสัญญาณบางอย่าง เช่น

  • แต่ละกิจกรรมใช้คนละ Form หรือคนละช่องทาง
  • HR ต้องรวมข้อมูลจากหลายไฟล์ทุกครั้งที่ต้องการสรุปผล
  • แต่ละกิจกรรมมี Point หรือ Reward ของตัวเองและไม่เชื่อมกัน
  • พนักงานต้องจำว่ากิจกรรมไหนเข้าเล่นที่ไหน
  • HR ต้องจัดซื้อหรือแจก Reward ใหม่แทบทุกกิจกรรม
  • มีกิจกรรมจากหลายแผนก หลายสาขา หรือหลายประเทศ
  • ต้องการดู Engagement ในภาพรวม แต่ข้อมูลอยู่กระจัดกระจาย
  • อยากทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง แต่การบริหารหลังบ้านเริ่มซับซ้อน 

 

รายการนี้เป็น กรอบวิเคราะห์ที่สังเคราะห์จากปัญหาที่ปรากฏใน Case Study ข้างต้น ไม่ใช่ Checklist มาตรฐานที่มาจากงานวิจัยฉบับใดฉบับหนึ่ง โดย Case ของ Schoox ระบุปัญหาเรื่อง Duplication และ Tool Sprawl ขณะที่ OneStream ระบุว่ากระบวนการ Manual เดิมไม่เหมาะกับการขยายตัวขององค์กร

ถ้าหลายข้อเริ่มตรงกับองค์กร คำถามสำหรับ HR อาจไม่ใช่แค่

“ปีหน้าจะจัดกิจกรรมพนักงานอะไรเพิ่ม?”

แต่อาจต้องเริ่มถามว่า

“กิจกรรมที่เรามีอยู่แล้ว จะเชื่อมให้เป็น Employee Experience เดียวกันได้อย่างไร?”

ก่อนเลือกระบบ HR ควรมองหาอะไร?

จาก Case Study ที่กล่าวมา เราสามารถสังเคราะห์ Criteria สำหรับการประเมิน Platform ได้อย่างน้อย 5 ด้าน

  1. รองรับกิจกรรมได้หลายรูปแบบ
    ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงกิจกรรมประเภทเดียว เพราะ Engagement ขององค์กรอาจครอบคลุม Wellness, Learning, Recognition, Core Values หรือกิจกรรมตาม Campaign
  2. มีระบบ Point ที่เชื่อมหลายกิจกรรมได้
    หากแต่ละกิจกรรมใช้ Point คนละชุด ประสบการณ์ก็ยังแยกออกจากกัน การมี Currency กลางช่วยให้พนักงานเข้าใจ Journey ได้ง่ายขึ้น
  3. Reward มีความยืดหยุ่น
    โดยเฉพาะองค์กรที่มีพนักงานหลายกลุ่ม หลายพื้นที่ หรือหลาย Lifestyle
  4. พนักงานเข้าถึงง่าย
    Platform ที่มี Feature เยอะ แต่ไม่มีใครอยากเข้าใช้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหา Engagement ได้ Schoox ให้ความสำคัญกับการเชื่อมระบบเข้ากับ Workflow และ Productivity Tools ที่พนักงานใช้อยู่แล้ว ซึ่งเป็นอีก Criteria ที่น่าสนใจสำหรับองค์กร
  5. HR เห็นข้อมูลในภาพรวมได้
    เพราะสุดท้าย Platform ไม่ควรช่วยแค่ “จัดกิจกรรม” แต่ควรช่วยให้องค์กรเข้าใจด้วยว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากกิจกรรมถูกปล่อยออกไป

จาก “หลายกิจกรรม” สู่ Employee Engagement Journey เดียว

องค์กรไม่จำเป็นต้องลดจำนวนหรือความหลากหลายของกิจกรรมพนักงานเพื่อทำให้ทุกอย่างบริหารง่ายขึ้น

Wellness Challenge ยังคงเป็น Wellness ได้

Core Values Campaign ยังคงมี Objective ของตัวเอง

Learning, CSR, Recognition หรือกิจกรรมตามเทศกาลก็ยังสามารถมีรูปแบบที่แตกต่างกันได้

สิ่งที่เปลี่ยนได้คือ ระบบที่เชื่อมกิจกรรมเหล่านั้นเข้าหากัน

จากเดิมที่แต่ละกิจกรรมเริ่มและจบเป็นครั้ง ๆ องค์กรสามารถสร้าง Journey ที่ต่อเนื่องขึ้น

Activity / Mission → Participation → Point / Recognition → Reward → Data

Case Study ของ AMain Hobbies เป็นอีกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นการใช้ Recognition & Rewards Platform เพื่อสนับสนุนมากกว่า Recognition อย่างเดียว โดยองค์กรใช้ Behavior Bonuses กระตุ้น Participation ใน Safety, Team-building และ Wellness Programs และรายงานว่า Participation ใน Safety, Learning และ Team-building Initiatives เพิ่มขึ้นเป็น 70% หลังการใช้งาน อย่างไรก็ตาม นี่เป็นผลลัพธ์เฉพาะขององค์กรนั้น ไม่ใช่ Benchmark ที่ทุกบริษัทควรคาดหวัง

ในภาพที่กว้างขึ้น งานวิจัยของ Gallup และ Workhuman ก็ชี้ให้เห็นความสำคัญของ Recognition ที่มีคุณภาพ โดย Gallup รายงานว่าพนักงานที่ได้รับ Recognition คุณภาพสูงมีแนวโน้มเชื่อมโยงกับ Culture ขององค์กรมากกว่า และจากการติดตามพนักงานเกือบ 3,500 คนระหว่างปี 2022–2024 กลุ่มที่ได้รับ Recognition ที่ดีมีโอกาสย้ายองค์กรน้อยกว่ากลุ่มอื่น 45% ในอีกสองปีต่อมา

ดังนั้น การออกแบบ Employee Engagement ที่ดีอาจไม่ใช่การแข่งขันกันว่าองค์กรไหน “มีกิจกรรมเยอะกว่า”

แต่คือการถามว่า

กิจกรรมแต่ละอย่างกำลังเชื่อมพนักงานเข้ากับอะไร?

เชื่อมกับเพื่อนร่วมงานหรือไม่
เชื่อมกับ Core Values หรือไม่
เชื่อมกับ Recognition หรือไม่
เชื่อมกับ Reward หรือไม่
และสุดท้าย เชื่อมกลับมาสู่ Employee Experience ที่องค์กรต้องการสร้างหรือไม่

เมื่อกิจกรรม Point Recognition และ Reward ไม่ได้แยกเป็นคนละเรื่อง กิจกรรมพนักงาน ก็สามารถเปลี่ยนจาก Event หรือ Campaign รายครั้ง ไปเป็นส่วนหนึ่งของ Employee Engagement ที่เกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง

และนั่นอาจเป็นจุดที่ HR ควรเริ่มมองหา “ระบบ” ที่ไม่ได้ช่วยเพียงจัดกิจกรรมหนึ่งกิจกรรมให้จบ แต่ช่วยเชื่อมกิจกรรมหลายรูปแบบให้กลายเป็น Journey เดียวกัน

WellExp ช่วยเชื่อมกิจกรรมพนักงานให้เป็น Journey เดียวได้อย่างไร?

หมายเหตุสำหรับทีม WellExp: ส่วนนี้ผมแนะนำให้ใส่ Capability ของ WellExp ที่ทีม Confirm แล้วเท่านั้น เช่น Mission, WellPoint, Reward, Point Transfer ฯลฯ เพื่อไม่ Claim Feature เกิน Product จริง

สามารถปิดบทความในแนวนี้:

เมื่อองค์กรเริ่มมีกิจกรรมหลายรูปแบบ WellExp ช่วยให้องค์กรออกแบบ Employee Engagement ผ่าน กิจกรรมและ Mission เชื่อมการมีส่วนร่วมเข้ากับ WellPoint และเปิดโอกาสให้พนักงานนำ Point ไปใช้กับ Reward ที่ตอบโจทย์ความสนใจของตัวเอง

แทนที่จะมองกิจกรรม Point และ Reward เป็นคนละส่วน องค์กรจึงสามารถออกแบบทั้งหมดให้เป็น Journey ที่ต่อเนื่อง และสร้างประสบการณ์การมีส่วนร่วมที่เกิดขึ้นได้มากกว่าการจัดกิจกรรมเป็นครั้ง ๆ

หากองค์กรของคุณกำลังมีกิจกรรมพนักงานหลายรูปแบบ และอยากรู้ว่าจะเชื่อม Activity, Mission, Point และ Reward ให้บริหารอยู่ใน Journey เดียวกันได้อย่างไร สามารถพูดคุยกับทีม WellExp เพื่อออกแบบรูปแบบที่เหมาะกับองค์กรของคุณ



แหล่งอ้างอิง

  • แหล่งหลักที่ใช้เขียนบทความนี้เป็น Case Study ขององค์กรที่นำระบบ Employee Recognition, Rewards และ Employee Experience ไปใช้จริง รวมถึงงานวิจัยของ Gallup/Workhuman:

    • Schoox + WorkTango: Case Study เรื่องการรวม Process, Technology และ Tools เพื่อลด Duplication/Tool Sprawl รวมถึงการใช้ Incentive กับ Training, Wellbeing และ Recognition
      อ่าน Case Study ของ Schoox
    • OneStream + WorkTango: Case Study เรื่อง Recognition & Rewards, “Streamies”, Global Workforce และผลการใช้งานใน 90 วันแรก
      อ่าน Case Study ของ OneStream
    • DealerSocket + WorkTango: Case Study เรื่องการใช้ Platform กับ Recognition, Training, Meetings, Feedback และ Employee Experience หลัง M&A
    • RBFCU + WorkTango: Case Study เกี่ยวกับความท้าทายในการบริหารและวัด Engagement Efforts
    • AMain Hobbies + WorkTango: Case Study เรื่อง Recognition & Rewards และการกระตุ้น Participation ใน Safety, Learning, Team-building และ Wellness Programs
    • Gallup + Workhuman: งานวิจัยเกี่ยวกับ Recognition, Engagement และ Employee Retention โดยติดตามพนักงานเกือบ 3,500 คนระหว่างปี 2022–2024

A culture operating system made easy for HR and People Leaders

Discover how our solutions have made a difference

Robot-with-Rocket

A culture operating system made easy for HR and People Leaders

Discover how our solutions have made a difference

Robot-w-Rocket

ข่าวสารและบทความ