พนักงานของคุณยังมีพลังในการทำงานอยู่ไหม❓
เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางปี หลายองค์กรกำลังสรุปผลการดำเนินงานของครึ่งปีแรก ฝ่ายขายกำลังดูยอดขาย ฝ่ายการเงินกำลังดูตัวเลข ผู้บริหารกำลังดูเป้าหมายและ KPI ส่วน HR ก็กำลังกลับมาทบทวนคำถามสำคัญไม่แพ้กัน
🔎 อัตราการลาออกเป็นอย่างไร
🔎 คนยังมีส่วนร่วมกับองค์กรอยู่หรือไม่
🔎 ทีมงานยังมีแรงจูงใจในการทำงานหรือเปล่า
🔎 พนักงานยังมีความสุขกับการทำงานอยู่ไหม
แม้คำถามเหล่านี้จะสำคัญ แต่ในความเป็นจริง มีบางสิ่งที่มักไม่ปรากฏอยู่ในรายงานประจำเดือนหรือ Dashboard ขององค์กร นั่นคือ “ความรู้สึกของพนักงาน” เพราะก่อนที่พนักงานจะยื่นใบลาออก ก่อนที่ Performance จะลดลง ก่อนที่ Turnover จะเพิ่มขึ้น มักมีสัญญาณบางอย่างเกิดขึ้นก่อนเสมอ และช่วงกลางปีคือช่วงเวลาที่สัญญาณเหล่านั้นเริ่มชัดเจนมากขึ้น
💭 สิ่งที่ HR กังวล อาจไม่ใช่สิ่งที่พนักงานกำลังรู้สึก
ในช่วงกลางปี HR มักถูกถามคำถามเดิม ๆ จะรักษาคนเก่งไว้ได้หรือไม่ Productivity ของทีมเป็นอย่างไร Engagement ดีขึ้นหรือยัง คนจะลาออกเพิ่มหรือเปล่า แต่ในขณะเดียวกัน พนักงานจำนวนไม่น้อยกำลังถามตัวเองอีกแบบหนึ่ง
👉 ฉันยังมีพลังในการทำงานอยู่ไหม
👉 งานที่ทำยังมีความหมายหรือเปล่า
👉 ฉันยังรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรอยู่หรือไม่
👉 ความพยายามของฉันยังมีคนมองเห็นหรือเปล่า
นี่คือช่องว่างที่หลายองค์กรอาจมองไม่เห็น เพราะในขณะที่องค์กรกำลังดูตัวเลข พนักงานกำลังประเมินความสัมพันธ์ของตัวเองกับงาน ทีม และองค์กรอยู่เงียบ ๆ และเมื่อความรู้สึกเชื่อมโยงเหล่านั้นเริ่มลดลง สิ่งแรกที่หายไปมักไม่ใช่ Performance แต่คือ Engagement
ทำไมช่วงกลางปีจึงเป็นช่วงเสี่ยงต่อภาวะหมดไฟ🔥
ช่วงต้นปีมักเป็นช่วงที่หลายคนมีพลัง มีเป้าหมายใหม่ มีแผนงานใหม่ มีแรงบันดาลใจใหม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปครึ่งปี ภาระงานเริ่มสะสม เป้าหมายเริ่มกดดัน การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ภายในองค์กรเริ่มส่งผล และพลังงานของพนักงานก็เริ่มลดลง
Burnout หรือภาวะหมดไฟ เป็นผลจากความเครียดเรื้อรังในที่ทำงานที่ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่ค่อย ๆ สะสมจากความเหนื่อยล้า ความกดดัน และการขาดความรู้สึกเชื่อมโยงกับงาน สิ่งที่น่ากังวลคือ พนักงานจำนวนมากยังคงมาทำงานตามปกติ แม้จะเริ่มหมดไฟแล้วก็ตาม
องค์การอนามัยโลก (WHO)
📡 5 สัญญาณ พนักงานอาจกำลังหมดไฟ
1. จากคนที่เคย Active กลายเป็นคนเงียบลง 😶
คนที่เคยเสนอความคิดเห็น เคยแชร์ไอเดีย เคยมีส่วนร่วมในการประชุม เริ่มเงียบลง หลายครั้งองค์กรมองว่านี่เป็นเพียงเรื่องของบุคลิกภาพ แต่ในความเป็นจริง นี่อาจเป็นสัญญาณแรกของการถอยห่างทางอารมณ์ เมื่อคนเริ่มรู้สึกว่าเสียงของตัวเองไม่มีความหมาย พวกเขามักเลือกที่จะเงียบก่อนเป็นอันดับแรก
2. ไม่สนใจกิจกรรมหรือข่าวสารขององค์กรเหมือนเดิม ❌
HR หลายคนคงเคยเจอสถานการณ์นี้
👉 Survey มีคนตอบน้อยลง
👉 กิจกรรมมีคนเข้าร่วมน้อยลง
👉 ข่าวสารภายในถูกเปิดอ่านน้อยลง
หลายครั้งเราอาจคิดว่าปัญหาอยู่ที่รูปแบบกิจกรรม แต่ในบางกรณี ปัญหาอาจลึกกว่านั้น เพราะพนักงานเริ่มไม่รู้สึกเชื่อมโยงกับสิ่งที่องค์กรกำลังทำ และเมื่อความรู้สึกเชื่อมโยงลดลง การมีส่วนร่วมก็มักลดลงตามไปด้วย
3. ทำงานได้ แต่ไม่มีพลัง 😨
นี่คือสัญญาณที่อันตรายที่สุด เพราะพนักงานยังคงส่งงาน ยังคงเข้าประชุม ยังคงทำหน้าที่ของตัวเอง แต่ไม่มีความกระตือรือร้น ไม่อยากรับผิดชอบสิ่งใหม่ ไม่อยากเรียนรู้ ไม่อยากเติบโต ภายนอกทุกอย่างดูปกติ แต่ภายในใจของพนักงานอาจกำลังเหนื่อยล้าอย่างมาก
4. เริ่มแยกตัวจากทีม 💔
พนักงานที่กำลังหมดไฟ มักเริ่มลดการปฏิสัมพันธ์กับคนรอบตัว ไม่อยากเข้าร่วมกิจกรรม ไม่อยากพูดคุย ไม่อยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แม้จะยังทำงานร่วมกับทีม แต่ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรเริ่มลดลง และนี่คือสัญญาณที่ส่งผลต่อ Engagement และ Retention ในระยะยาว
5. เริ่มตั้งคำถามกับความหมายของงาน 🤔
“ทำไปเพื่ออะไร…”
“สิ่งที่เราทำมีคุณค่าหรือไม่…”
“องค์กรยังเห็นความสำคัญของเราอยู่หรือเปล่า…”
เมื่อพนักงานเริ่มสูญเสียความหมายในการทำงาน พวกเขามักสูญเสียแรงจูงใจตามไปด้วย และนี่คือจุดที่หลายคนเริ่มมองหาโอกาสใหม่โดยที่องค์กรยังไม่รู้ตัว
🫥 Burnout ไม่ได้เริ่มจากความเหนื่อย
แต่เริ่มจากการไม่รู้สึกอะไร
หลายคนเข้าใจว่าภาวะหมดไฟคือการทำงานหนักจนเหนื่อยล้า แต่ในความเป็นจริง Burnout มักเริ่มต้นจากความรู้สึกเฉยชา ไม่ตื่นเต้น ไม่อยากมีส่วนร่วม ไม่รู้สึกเชื่อมโยง ไม่รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า และเมื่อความรู้สึกเหล่านี้สะสมมากขึ้น Engagement ก็จะลดลง Well-being ก็จะลดลง สุดท้ายจึงสะท้อนออกมาเป็น Productivity ที่ลดลง หรือการลาออกในที่สุด
สิ่งที่ HR ควรทำก่อนที่ปัญหาจะสายเกินไป หลายองค์กรพยายามแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มกิจกรรม เพิ่มสวัสดิการ หรือเพิ่มแคมเปญใหม่ ๆแต่บางครั้ง สิ่งที่พนักงานต้องการอาจเรียบง่ายกว่านั้น พวกเขาต้องการได้รับการรับฟัง ต้องการได้รับการยอมรับ ต้องการรู้สึกว่าตัวเองมีความหมาย และต้องการมีส่วนร่วมกับองค์กร
บทสรุป
หลายครั้ง องค์กรจะรู้ว่าพนักงานหมดไฟ ก็ต่อเมื่อพวกเขาตัดสินใจลาออกแล้ว แต่ในความเป็นจริง สัญญาณเหล่านั้นมักปรากฏให้เห็นก่อนหน้านั้นหลายเดือน ผ่านความเงียบ ผ่านการไม่เข้าร่วม ผ่านการไม่แสดงความคิดเห็น หรือผ่านการทำงานแบบไร้พลัง
คำถามสำคัญสำหรับ HR ในช่วงครึ่งปีหลังจึงอาจไม่ใช่ “เราจะทำกิจกรรมอะไรเพิ่ม” แต่เป็น “เราจะเข้าใจความรู้สึกของพนักงานได้เร็วขึ้นอย่างไร” เพราะเมื่อพนักงานรู้สึกได้รับการรับฟัง มีส่วนร่วม และมีคุณค่าในองค์กร Engagement จะเกิดขึ้น Well-being จะดีขึ้น และองค์กรก็จะเติบโตได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น
💙 ก่อนเข้าครึ่งปีหลัง ถึงเวลาดูแลใจพนักงาน
Employee Engagement ที่ดี เริ่มต้นจากการใส่ใจพนักงานตั้งแต่สัญญาณแรก หากองค์กรรับมือได้เร็ว ก็มีโอกาสรักษาทั้งคนเก่งและบรรยากาศการทำงานที่ดีไว้ได้
WellExp เชื่อว่า เมื่อพนักงานรู้สึกได้รับการรับฟังและมีส่วนร่วม องค์กรก็พร้อมเติบโตไปได้อย่างยั่งยืน
แหล่งอ้างอิง
1. World Health Organization (WHO) – Mental Health at Work
https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/mental-health-at-work
2. Gallup – State of the Global Workplace
https://www.gallup.com/workplace
3. Gallup – Global Indicator: Employee Wellbeing
https://www.gallup.com/394424/indicator-employee-wellbeing.aspx
4. Gallup – Employee Engagement and Wellbeing Research
https://www.gallup.com/workplace/236927/employee-engagement-drives-growth.aspx
5. Harvard Business Review – Employee Burnout Is a Problem with the Company, Not the Person
https://hbr.org/2019/12/employee-burnout-is-a-problem-with-the-company-not-the-person